วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทิน
วิชาการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา  สุขสำราญ
วันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2557
ครั้งที่ 10 เวลาเรียน 08.30 - 12.20 น

กิจกรรมวันนี้
เทคนิคการสอน
- อาจารย์ใช้คำถามในการเรียนการสอน
- ให้นักศึกษาสังเกตวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล


     เริ่มการเรียนโดยอาจารย์เตรียมอุปกรณ์มาให้ทดลองดูและหาเหตุผลของการทดลองชิ้นนั้นว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะอะไร?ทำไม?และพูดถึง...
1.ทักษะกระบวนการทางวิทยาสาสตร์
2.แนวคิดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์
   - การเปลี่ยนแปลง
   - ความแตกต่าง
   - การปรับตัว
   - การพึ่งพาอาสัยกัน
   - ความสมดุล

กิจกรรมที่1 
 อุปกรณ์  แก้ว เทียน ไม้ขีดไฟ จาน
 
วิธีทำ
   จุดไฟและนำไปตั้งบนก้นจาน จากนั้นเราก็ค่อยๆนำแก้วมาคอบเบาๆจนสนิท
ผลการทดลอ
  เราจะเห็นได้ว่าแสงไฟจะค่อยๆดับลงเมื่อเรานำแก้วมาคอบลงอย่างช้าๆจนสนิทไฟก็ดับสนิท
  เหตุเพราะ!! ตอนที่ยังไม่คอบแก้วลงเทียนยังมีอากาศอยู่แต่เมื่อคอบแก้วลงและไฟดับเป็นเพราะว่าไม่มีอากาศถ่ายเทออกมาจึงทำไฟดับลง

กิจกรรมที่ 2
  อุปกรณ์  กระดาษ A4 พับ 4 ส่วน ใช่ 1 ส่วน
วิธีทำ

 1. ตัดกระดาษ A4 แบ่งออก 4 ส่วน ใช้ 1ส่วน
 2. พับครึ่ง 2 ครั้ง
 3. ฉีกกระดาษให้คล้ายกลีบดอกไม้
 4. กางกลีบออกและพับเข้า 4 มุม ดังภาพข้างต้น
 5. นำไปลอยน้ำ
   


ผลการทดลอง
    เราจะเห็นได้ว่ากระดาษจะคายออกทีล่ะกลีบๆ จนบานออกหมด
    เหตุเพราะ!! น้ำเขาไปแทนที่กระดาษจึงทำให้มันบานออกที่ล่ะนิดจนเปียกหมดทั้งดอกและมันก็จะลอยขึ้น (การดูดซึม) 

กิจกรรมที่ 3 
     อุปกรณ์  โหล่ใส่น้ำ  ดินน้ำมัน   น้ำ
วิธีการทดลอง  
       ปั้นดินน้ำมันให้เป็นก้อนและลองมาย่อนใส่น้ำในภาชนะที่เตรียมไว้ และอีกประการหนึ่งทำอย่างไรก็ได้ให้ลอย ถ้าลอยก็ให้ลองวางลูกแก้วไว้บนดินน้ำมัน
ผลการทดลอง
       - ปั้นเป็นก้อน...จม เพราะดินน้ำมันไม่มีอากาศอยู่ข้างในไม่สามารถลอยตัวได้
       - ปั้นเแบนๆมีขอบขึ้นมาที่ไม่ให้น้ำเข้าได้...ไม่จม เพราะน้ำไม่สามารถไปแทนที่ของอากาศที่ลอยตัวอยู่ได้ แต่ถ้านำลูกแก้วใส่ไปลูกแรกจะยังคงลอยได้แต่ลูกต่อไปจม เพราะความหนักของดินน้ำมันดินน้ำมันเบากว่าลูกแก้วเลยไม่สามารถประคองอยู่ได้่

กิจกรรมที่ 4
     อุปกรณ์ ปากกา น้ำ แก้ว
วิธีการทดลอง
    เทน้ำใส่แก้วให้พอดีปากแก้วและนำปากกาใส่ในแก้วนั้นและสังเกตดุ
ผลการทดลอง
   เราจะมองเห็นปากกาขยายใหญ่ขึ้นแต่ส่วนที่อยู่ในตรงกลางแก้วจะขนาดปกติ เหตุที่เราเห็นการขยายตัวของสิ่งของผ่านน้ำเพราะเกิดการหักเหของผิวน้ำสะท้อนผ่านตาเรา

การนำมาประยุกต์ใช้
     คือการนำไปประยุกต์ใช้กับเด็กปฐมวัยโดยการจัดกิจกรรมหน่วยการเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เราสามารถนำไปบูรณาการให้เข้ากับแผนการสอนเราก็ได้ตามหน่วยต่างๆ เช่น หน่วยน้ำ หน่วยพืช ตามคุณสมบัติของมัน
ประเมินตนเอง
      สนุกกับการทดลอง สามารถนำไปใช้ได้หลายอย่าง ดูน่าสนใจ เป็นสิ่งของง่ายๆที่เราสามารถหาได้ตามท้องถิ่นและสิ่งของใกล้ตัว สะดวกต่อการนำไปใช้อีกด้วย
ประเมินเพื่อน
      เพื่อนๆดูสนใจการทดลองที่อาจารย์นำมาทดลองให้ดู และทุกคนมีส่วนรวมในการทดลองอีกด้วย จึงทำให้ดูไม่น่าเบื่อ
ประเมินอาจารย์
อาจารย์พยายามให้เราคิดตอบคำถามหาเหตุผลของการทดลองที่อาจารย์ทดลองให้ดู เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและมีส่วนรวมในการทำกิจกรรมอีกด้วย

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทิน
วิชาการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา  สุขสำราญ
วันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2557
ครั้งที่ 9 เวลาเรียน 08.30 - 12.20 น.


เทคนิคการสอน
- อาจารย์ชี้แนะการทำสื่อวิทยาศาสตร์ที่นักศึกษาทำมาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
- อธิบายให้นักศึกษาเข้าใจเกี่ยวกับการเขียนแผนการสอนในหน่วยต่างๆ
- อาจารย์ใช้คำถามกับนักศึกษาเมื่อเราไม่เข้าใจ

กิจกรรมวันนี้
  อาจารย์ให้นักศึกษาที่ยังไม่ได้นำเสนอสื่อเมื่ออาทิตย์ที่แล้วออกมานำเสนอ และสื่อที่เราประทับใจและเห็นว่าเหมาะกับเด็กปฐมวัยเพราะเด็กสามารถทำได้เองด้วยคือการได้ลงมือกระทำ และใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5
 
*ถุงโปร่งพอง
    การนำอากาศเข้าไปกระจายตัวในถุง จากที่ถุงแฟบก็จะพ่องโตขึ้นเป็นรูปร่างและสามารถเก็บอากาศไว้ได้พอสมควร ต่างกันถ้าเป็นลูกโป่งกูจะมีลมออกไว้เพราะลูกโป่งมีแรงยืดหยุ่น
 * ว่าวกระดาษ
    แรงต้านทานของลมที่วิ่งผ่านเป็นเส้นตรงมากระทบกับวัตถุจึงทำให้ว่าวลอยอยู่บนอากาศ
เหมาะสำหรับเล่นช่วงหน้าหนาว
....และอื่นๆ


     


แผนการสอน(แก้ไขแล้ว) " เรื่อง น้ำ "


     โดยการจัดการสอนตามหน่วย
หน่วยที่ 1  ประเภทของน้ำ
หน่วยที่ 2  แหล่งที่อยู่ของน้ำ
หน่วยที่ 3  คุณสมบัติของน้ำ
หน่วยที่ 4  วัฏจักรของน้ำ
หน่วยที่ 5  ประโยชน์ของน้ำ


การนำมาประยุกต์ใช้
     การเขียนแผนการสอนต้องให้ตรงกับมายแม็พที่เราทำขึ้นไว้ก็เปรียบกับเป้นแผนที่เด็กๆช่วยกันสร้างขึ้นมาว่าเราจะเรียนอะไรเราถึงจะนำมาเขียนแผนการสอนที่เข้ากับจุดประสงค์ของผู้เรียนด้วย
ประเมินตนเอง
     การเขียนแผนของเรายังไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องสอนเด็กเราต้องคิดแผนการสอนขึ้นมาใหม่ให้ตรงกับหลักที่เราแยกเอาไว้และทำให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ด้วย
ประเมินเพื่อน
   เพื่อนๆทุกคนเตรียมสื่อวิทยาศาสตร์มานำเสนอคบทุกคนช่วยให้มีความรู้หลายๆด้านและสามารถปรับปรุงได้ดีกว่าครั้งก่อนเพราะมีแนวทางจากอาทิตย์ที่แล้ว
ประเมินอาจารย์
     -  อาจารย์จะชี้แนะทุกชิ้นที่ออกมานำเสนอให้มีดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้คำถามเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจได้ง่ายและลึกซึ้งกว่าเดิม
     - สอนเขียนแผนการสอนวิธีการหลักการต่างๆให้นักศึกษาฟังการดำเนินงานการจัดการเริ่มตั้งแต่การเขียนมายแม๊พ. และบอกว่าเราควรสอนอะไรกับเด็กถึงจะเหมาะสม

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทิน
วิชาการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา  สุขสำราญ
วันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2557
ครั้งที่ 8 เวลาเรียน 08.30 - 12.20 น.

กิจกรรมวันนี้
สื่อวิทยาศาสตร์  "เรือใบไม่ล้ม"

อุปกรณ์(Equipment)
1.ขวดน้ำดื่ม 2 ขวด  (ฺBotle)                        2.ก้านลูกโป่ง
3.กรรไกร (Scissors)                                   4.ขวดนมบีทาเก้น(ขวดเล็ก)
5.กาว (Glue)                                               6.เชือก(Rope)
7.ฐานลูกโป่ง                                                 8.ทราย(Sand)
วิธีการทำ(How to)
1.ตัดหัวและก้นของขวดออก 1 ใบ และคลี่ออกเป็นแนวยาว จากนั้นก็นำก้านลูกโป่งมาติดกาวใส่ขวดพลาสติกที่ตัดไว้ตรงกลาง และตัดเป็นสามหเหลี่ยมให้มีลักษณะคล้ายกับใบเรือ
2.นำฐานลูกโปร่งมาติดกาวกับขวดที่ไม่ได้ตัดโดยนำขวดนอนลงและติดด้านบนส่วนท้ายจากนั้นก็นำใบเรือที่ทำไว้มาเสียบที่รูฐานลูกโป่ง
3.นำทรายใส่ขวดบีทาเก้นและใช้เทปกาวปิดฝาให้แน่น
4.นำขวดทรายที่เตรียมไว้ไปติดใต้ขวดที่ใช้เป็นเรือและใช้เชือกพันให้แน่นและตบแต่งให้สวยงาม
*การตบแต่งไม่ควรใช้กระดาษหรือตบแต่งภายนอกเพราะโดนน้ำก็ละลายออก
วิธีการเล่น(how to play)
    นำเรือไปลอยในถังที่มีน้ำ
สาเหตุที่เรือใบไม่ล้ม
  -   เราจะเห็นได้ว่าถ้ายังไม่มีที่ถ่วง(ขวดทราย)เราจะเห็นได้ว่าเรือใบจะเอนไปเอนมาตามแรงลมของอากาศและน้ำหนักของใบเรือว่าข้างไหนหนักกว่า
 -   แต่เมื่อเราใส่ตัวถ่วง(ขวดทราย)ก็จะเพิ่มน้ำหนักให้เรือหรือจุดศูนย์ถ่วงของเรือเพื่อให้บรรล้านกับฐานเมื่อเราลองนำไปเล่นก็จะเห็นได้ว่าเรือใบไม่ล้มตามชื่อเพราะน้ำหนักของเรือได้อยู่ที่ขวดทรายจึงทำให้เป็นจุดศูนย์กลางของเรือ  หลักนี้ก็จะมีลักษณะคล้ายกับแรงโน้มถ่วงของโลก  แรงโน้มถ่วงของโลกที่กระทำกับมวลใดๆ จะขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างศูนย์กลางมวลของ โลกกับศูนย์กลางมวลวัตถุยกกำลังสอง ดังนั้นแรงโน้มถ่วงของโลกบริเวณต่างๆ จึงมีค่าไม่เท่ากัน และเนื่องจากโลกมีการหมุนรอบตัวเองมีผลทำให้เกิดแรงหนีศูนย์กลาง แรงหนีศูนย์กลางนี้จะหักล้างกับแรงโน้มถ่วงของโลก แรงหนีศูนย์กลางจะมีค่ามากที่สุดบริเวณเสันศูนย์กลางและมีค่าน้อยที่สุดบริเวณขั้วโลก ผลของแรงหนีศูนย์กลางนี้ทำให้แรงโน้มถ่วงของโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตรมีค่า น้อยกว่าแรงโน้มถ่วงของโลกบริเวณขั้วโลกเหนือ นอกจากนั้น โลกก็มิได้เป็นทรงกลมโดยสมบูรณ์ แต่แป้นตรงกลางเล็กน้อยคล้ายผลส้ม ทำให้ระยะห่างจากจุดศูนย์กลางของโลกถึงพื้นผิวโลกแปรผันไปตามละติจุด


ผลงานของเพื่อนๆ

         
                  

            




    เทคนิคการสอน
1.สอนให้พวกเราคิดอย่างมีเหตุผลและถ่ายทอดออกมาเชิงวิทยาสาสตร์
2.อาจารย์จะช่วยเสริมเกี่ยวกับสื่อที่เราเตรียมมาให้สมบูรณ์
3.ใช้คำถามเชิงวิเคาระห์กับนักศึกษา

การนำไปประยุกต์ใช้
     การบอกถึงประโยชน์ของสื่อก่อนที่เราจะเอาไปทำให้เด็กดูเราต้องรู้ว่าเพราะอะไร? สื่อถึงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เราต้องมีคำตอบเพื่อจะได้สอนเด็กได้ สื่อบางอย่างอาจดูไม่มีอะไรแต่ความหมายของสื่อนั้นอาจมีประโยชนืมากก็ได้เราต้องหาเหตุผลให้ได้
ประเมินตนเอง
      สื่อที่เราเตรียมมาอาจยังหาข้อมุลไม่เพียงพอเราต้องกลับไปศึกษาใหม่เกี่ยวกับสื่อของเราเองเพื่อให้มีประสิทะิภาพมากขึ้น
ประเมินเพื่อน
      เพื่อนๆที่ออกไปนำเสนอคนแรกๆอาจจะยังไม่เข้าใจถึงหลักวิชาการแต่คนหลังๆสามารถบอกแบบเป้นหลักการได้ดี
ประเมินอาจารย์
      อาจารย์จะช่วยชี้แนะเกี่ยวกับสื่อที่เราเตรียมมาให้พัฒนาดีกว่านี้ บอกถึงแนวการเขียนแผนการสอนที่แต่ล่ะกลุ่มได้รับมอบหมาย และการทำงานที่เราควรพึ่งปฏิบัติ

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทิน
วิชาการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา  สุขสำราญ
วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2557
ครั้งที่ 7 เวลาเรียน 08.30 - 12.20 น.


เทคนิคการสอน
- อาจารย์ให้ประดิษฐ์สื่อที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม
- อาจารย์ใช้คำถามอยู่เสมอ เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของนักศึกษา

กิจกรรมที่ 1 ลูกยาง

 อุปกรณ์( Equipment)
1.กระดาษ(้Paper)
2.คลิปหนีบกระดาษ ( Paperclip)
3.กรรไกร (Scissors)

วิธีการทำ (How to)
1. ตัดกระดาษเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วพับครึ่ง
2. ใช้กรรไกรตัดกึ่งกลางตามลอยพับครึ่งแผ่นโดยสามารถเลือกด้านใดด้านหนึ่งก็ได้
3. พับส่วนปลายด้านที่ไม่ได้ตัด พับขึ้นไป 1 เซนติเมตร
4. นำคลิปหนีบกระดาษมาหนีบไว้ตรงที่พับขึ้นไป แล้วกลางกระดาษที่ตัดออกไปคนล่ะด้าน
    จากนั้นก็ลองเล่นดู

วิธีการเล่น ( How to play )
  ให้แต่ล่ะคนโยน ขว้าง หรือปา ก็ได้แต่ต้องลงมาจากที่สูง

   สาเหตุที่ลูกยางตกจากที่สูง จะสังเกตุเห็นว่ามันจะหมุนมาเรื่อยๆๆจนถึงพื้น เพราะมันเกิดแรงโน้มถ่วง และแรงต้านทาน ที่มีลักษณะคล้ายๆ กับเครื่องบิน ร่มชูชีพ เป็นต้น แล้วจึงนำมาประดิษฐ์เป็นสื่อเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ของเด็ก ให้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กตามวัยที่เหมาะสม
     
กิจกรรมที่ 2


อุปกรณ์( Equipment)
1. แกนกระดาษทิชชู (Tissue cores)
2. กระดาษ(้Paper) 
3. ไหมพรม ( Yarn ) 
4. กาว (Glue) 
5. กรรไกร(Scissors)

วิธีการทำ (How to) 
1. ตัดแกนกระดาษทิชชูแบ่งครึ่งกับเพื่อน
2. เจาะรู 2 รู คู่ขนานกันที่แกนกระดาษทิชชู
3. ตัดกระดาษเป็นวงกลมให้ดูเหมาะสมกับแกนกระดาษทิชชู
4. วาดรูปภาพที่เราต้องการลงในกระดาษวงกลมให้สวยงาม
5. นำกระดาษที่ตบแต่งเรียบร้อยแล้วแป๊ะใส่แกนกระดาษทิชชูห้ามปิดรูที่เจาะไว้
6. นำไหมพรมมาร้อยใส่รูแล้วมัดให้เรียบร้อย จากนั้นก็ทดลองเล่น

วิธีการเล่น ( How to play ) 
      นำเชือกไหมพรมมาคองคอเลือกด้านใดด้านนึ่งและใช้มือสองข้างจับด้านที่เหลือไว้ และดึงไปดึงมาให้แกนกระดาษทิชชูเคลื่อนที่ไปมาตามความต้องการของเรา


บทความวันนี้ (Article today )

1. สะกิดลูกให้คิดแบบวิทยาศาสตร์ 
      ธรรมชาติของเด็ก จะมีความสนใจ อยากรู้อยากเห็นไม่หยุดนิ่ง เมื่อใดที่เผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้แต่มีความต้องการที่จะรู้ เขาจะพยายามค้นหาคำตอบเพื่ออธิบายสิ่งนั้นคืออะไร ซึ่งจะสังเกตุได้จากที่เด็กจะใช้คำถามแปลกๆที่ตัวเองอยากรู้มาถาม จนเราตอบไม่ทัน หรือตอบได้ทุกคำถาม การคิดแบบวิทยาศาสตร์จะช่วยให้เด็กค้นหาคำตอบในสิ่งที่เด็กสงสัยได้อย่างมีเหตุผลและน่าเชื่อถือ
 Miss Jiraporn Noulchom
2. สอนเด็กอนุบาลด้วยนิทาน สนุกสนานเรียนรู้ได้ทุกวิชา”ตามเด็กปฐมวัย..เรียนรู้วิทย์จากไก่และเป็ด 
       จุดเด่นของกิจกรรมนี้คือใช้กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตามแนวทางของ สสวท.ผู้ปกครองหรือชุมชนท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมผลที่เกิดกับเด็กคือเด็กปฐมวัยได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสหลายๆด้าน ได้รับประสบการณ์ตรงส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านเด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุขชื่นชมผลงานของผู้อื่นมีความรักและเมตตาต่อไก่และเป็ดได้เรียนรู้ร่วมกันกับเพื่อนรอคอยแบ่งปันมีน้าใจต่อกัน Miss anna chawsuan
3. เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์ 
     คือการฝึกให้เด็กหัดสังเกตุในสิ่งเขากำลังสนใจอยู่ สร้างความชัดเจนว่าวิทยาศาสตร์เป็นของเด็กทุกคน และควรบอกวิธีการสอนวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กสำหรับผู้ปกครองและปลูกฝังให้เด็กเห็นว่าวิทยาศาสตร์มีความสนุกสนานและน่าสนใจ เพราะจะทำให้เด็กรู้จักการสังเกตุและการมีเหตุผลด้วย
 Miss Chanida Bunnako
4. หลักสูตรวิทยาศาสตร์ปฐมวัย จำเป็นหรือไม่ ? 
       เราได้ทดลองแล้ว พบว่ากรอบมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัยนั้นตอบโจทย์ครูได้ว่า ในการสอนบูรณาการวิทยาศาสตร์ ครูจะสอนอะไร จะสอนแค่ไหน จะสอนอย่างไร และจะใช้สื่อรอบ ๆ ตัวเด็กนั้นมาเป็นสื่อในการเรียนรู้อย่างไร เพราะฉะนั้นคุณครูมีแนวทางสามารถที่จะจัดการเรียนรู้บูรณาการวิทยาศาสตร์ ปฐมวัยได้แน่นอน ทุกประเทศในโลกจะสอนปฐมวัยในเชิงบูรณาการ ก็คือจะบูรณาการทุกวิชาไว้ด้วยกัน  เพราะถือว่าเด็กจะต้องพัฒนาเป็นองค์รวม  แต่การที่ครูจะจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการพัฒนาเด็กเป็นองค์รวมนั้น จะต้องมีมาตรฐานเป็นที่ตั้งในของแต่ละสาระ เช่น คณิตศาสตร์ควรจะเรียนแค่ไหน วิทยาศาสตร์ควรจะเรียนแค่ไหน ครูก็จะยึดเอากรอบมาตรฐานมาจัดทำเป็นหลักสูตรบูรณาการปฐมวัยของตัวเอง ทุกประเทศจะเป็นแบบนี้ รวมทั้งประเทศเราด้วย Miss suangkamol sutawee 
5.  ส่งเสริมกระบวนการคิดสำหรับเด็ก
      พ่อแม่ต้องจำเป็นกระตุ้นพัฒนาการของลูกเพื่อช่วยให้ลูกได้เกิดการเรียนรู้ อย่างเต็มศักยภาพของตน ทั้งนี้เนื่องจากสมองของเด็กแรกเกิดที่เป็นเด็กปกติทุกคนเกิดมาพร้อมด้วย ความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว ถ้าขาดการกระตุ้นที่เหมาะสมเซลล์สมองที่พร้อมจะเรียนรู้ก็อาจสูญเสียไป ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Miss Natchalita suwanmanee

ประโยชน์ที่ได้รับ
 - การประดิษฐ์สื่อวิทยาศาสตร์แบบง่ายๆและหาได้ทั่วไป แต่มีประโยชน์และคุณค่าในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ 
 - กระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยมีหลากหลายรูปแบบในการเรียนรู้อยู่ที่คนรอบข้างพ่อแม่ที่จะช่วยใหห้เด็กเรียนรู้ได้อย่างถูกวิธีและมีเหตุผล
การนำมาประยุกต์ใช้
 - การคิดประดิษฐ์สื่อวิทยาศาสตร์จากสิ่งของที่อยู่รอบๆตัว ไม่จำเป็นต้องซื่อแต่สามารถนำเศษวัสดุเหลือใช้มาประยุกต์ประดิษฐ์ให้เป็นของเล่นชิ้นใหม่ได้
ประเมินตนเอง
 - วันนี้ไปสายเลยไม่ได้เข้าเรียน อาจดูไม่มีความรับผิดชอบแต่เราก็พยายามศึกษาข้อมูลจากบล็อกของเพื่อนและทำงานครบตามที่อาจารย์ได้รับมอบหมาย
ประเมินอาจารย์
 - อาจารย์สอนประดิษฐ์สื่อที่มีเนื้อหาและประโยชน์เชื่อมโยงกับบทเรียน และใช้คำถามเสมอเพื่อให้เราเกิดการเรียนรู้ใหม่ๆและสนใจกับการเรียนรู้

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทิน
วิชาการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา  สุขสำราญ
วันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2557
ครั้งที่ 6 เวลาเรียน 08.30 - 12.20 น.
วิธีการสอน
- การใช้คำถามปลายเปิด
- การตั้งเหตุการณ์สมมติเพื่อให้เราคิดและง่ายต่อการเข้าใจ
- การมีเหตุผล
*อาจารย์ถามว่า Canstructivism คืออะไร???
   คือ วิธีการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยที่ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และเป็นทฤษฎีการสร้างความรู้ใหม่โดยผู้เรียนเอง ผู้เรียนจะปะทะสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม การเรียนรู้ของแต่ละบุคคล จะมีระดับแตกต่างกันไป เรียกได้ว่าสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลมาากขึ้นเป็นลำดับ และผู้เรียน จะควบคุมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทฤษฎีสร้างความรู้ใหม่ โดยผู้เรียนเองมีหลักการว่า การเรียนรู้ คือ การแก้ปัญหา ซึ่งขึ้นอยู่กับการค้นพบ ของแต่ละบุคคล และ ผู้เรียนจะมีแรงจูงใจจากภายใน ผู้เรียนจะเป็นผู้กระตือรือร้น มีการควบคุมตนเองและเป็นผู้ที่มีการตอบสนองด้วยจุดมุ่งหมาย ของการสอนจะมีการ ยืดหยุ่นโดยยึดหลักว่า ไม่มีวิธีการสอนใดที่ดีที่สุด ดังนั้นเป้าหมายของการออกแบบการสอนก็ควรจะ ต้อง พิจารณาเกี่ยวกับ การสร้างความคิดหรือปัญญาให้เป็นเครื่องมือ


  กิจกรรมในวันนี้
 อุปกรณ์( Equipment )
1.กระดาษ (Paper)
2.ไม้ลูกชิ้น 1อัน
3.กรรไกร (Scissore)
4.เทปกาว (Glue tape)
5.สี (Color)

 วิธีการทำ (How to)
1. ตัดกระดาษเป็นสีเหลี่ยมพื้นผ้าและผับครึ่ง
2. วาดรูปที่สัมพันธ์กันสองข้าง
3. นำไม้ลูกชิ้นมาแป๊ะเทปกาวตรงกึ่งกลางภาพด้านในของกระดาษให้อยู่และ
แป๊ะตรงด้านที่ออกห่างกันให้สนิท
4. แล้วเราก็ลองหมุนไม้ลูกชิ้นดู(เราก็จะเห็นภาพที่ซ้อนกันอยู่)

บทความวันนี้
1.สอนลูกเรื่องพืช  
     พืชเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็กพ่อแม่มีบทบาทสำคัญสำหรับเรื่องนี้เพราะ พ่อแม่สามารถบอกเด็กๆได้เวลาอยู่ที่บ้าน ทานอาหาร ปลูกต้นไม้ กิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับพืช พ่อแม่ควรให้เด็กๆมีส่วนรวมในกิจกรรมนั้นเสมอเพื่อปลูกฝั่งเรื่องพืชให้กับเด็กๆ Miss Wiranda Khayanngan
2.เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านนิทาน
     การเรียนวิทยาสาสตร์เด็กสามารถจินตนาการได้จากนิทาน เพราะเป็นสื่อที่เด็กชอบ นิทานจะมีเรื่องราวทำให้เด็กสนใจที่จะเรียนรู้มากกว่าการบอกจากคุรครู Miss Aroonjit Hanhow
3.แนวทางสอนคิด เติมวิทย์ ให้เด็กอนุบาล  
    วิทยาศาสตร์คือความพยายามของมนุษย์ที่จะเรียนรู้ และทำความเข้าใจกับสิ่งรอบตัวและตัวตนของตนเอง ซึ่งความพยายามเช่นนี้จะติดตัวกับมนุษย์เรามาตั้งแต่แรกเกิด เห็นได้จากธรรมชาติของเด็กที่มีความอยากรู้อยากเห็น ช่างสังเกตและคอยซักถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเจอ และบางครั้งก็เป็นคำถามที่ยากเกินกว่าที่ผู้ใหญ่จะให้คำตอบ Miss Natthida Rattanachai
4. การทดลองสนุกๆสำหรับคุณหนูๆ
     การพาลูกไปยังสถานที่ที่สามารถช่วยในการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ก็สามารถ เปิดโลกทัศน์ให้กับลูกได้เช่นกัน และยังสามารถทำกิจกรรมทดลองต่างๆ ที่ไม่สามารถทำได้ที่บ้าน การพาลูกไปเรียนรู้วิทยาศาสตร์นอกสถานที่ยังช่วยให้เด็กมีความสนใจและ ตื่นเต้นกับประสบการณ์ของสิ่งที่เหนือธรรมชาติซึ่งสามารถมีคำอธิบายให้พวก เขาได้เข้าใจถึงเหตุและผลได้  Miss Arnitimon Semma 
งานกลุ่มเลือกหัวข้อแล้วแยกส่วนประกอบ  "น้ำ"
 1.ชนิดของน้ำ
 2.ลัษณะของน้ำ
 3.คุณสมบัติของน้ำ
 4.ประโยชน์
 5.ข้อควรระวัง



ประโยชน์ที่ได้รับ

   - การประดิษฐ์สื่อแบบง่ายๆแต่ได้ประโยชน์หลายอย่างและเด็กสามารถทำได้ด้วย และการแยกส่วนประกอบของหัวข้อที่เราศึกษามารวมทั้งที่เพื่อนๆหามาด้วย
การนำมาประยุกต์ใช้
   - สามารถนำงานกลุ่มที่เพื่อนๆศึกษามาไปใช้ในตอนฝึกสอนได้ตามหน่วยที่แยกออกมาแล้ว ส่วนการทำสื่อก็นำไปลองเล่นกับเด็กได้ในสถานการณ์จริง
ประเมินตนเอง
   - กระตือรื้อร้นในการเรียนมากขึ้นเพราะมีกิจกรรมให้ทำเวลาเรียนด้วยช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในบางเวลาได้
ประเมินอาจารย์
    - อาจารย์นำสื่อมาให้เราประดิษฐ์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เพื่อเพิ่มการเรียนจากทฤษฏีมาเป็นการลงมือกระทำจริงให้เห็นภาพมากขึ้นและง่ายต่อการจดจำ

 ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม
*" เฟรอเบล”  บิดาการศึกษาปฐมวัย 
เฟรดริค วิสเฮม เฟรอเบล ผู้นำการศึกษาอนุบาลที่ได้รับขนานนามว่าเป็น บิดาการศึกษาปฐมวัย ด้วย การพัฒนาโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกขึ้นในประเทศเยอรมนีในปี ค.ศ. 1837 เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัยให้เป็นไปอย่างมีรูปแบบ กำหนดให้มีการวางแผนการสอน มีหลักสูตรสำหรับการศึกษาปฐมวัย มีการฝึกหัดครู รวมถึงการพัฒนาการสอนเด็กปฐมวัยด้วยการผลิตอุปกรณ์การสอน ที่เรีว่า ชุดอุปกรณ์ และการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยที่เรียกว่า การงานอาชีพ
เฟรอเบลเชื่อว่าเด็กมีความสามารถในสิ่งดีงาม มาตั้งแต่เกิด เด็กปฐมวัยควรจะเรียนรู้ด้วยการเล่น การแสดงออกอย่างอิสระ เด็กควรได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้ทั้งนอกชั้นและในชั้นเรียนโดยเฉพาะ ประสบการณ์ที่ได้มาจากการเล่น ด้วยเหตุผลนี้เฟรอเบลจึงใช้พื้นฐานความพร้อมของเด็กในการเรียน พัฒนาการตามช่วงอายุ ธรรมชาติของเด็กและเหตุผลทางคณิตศาสตร์ที่เฟรอเบลมีความสนใจมาจัดทำเป็นชุด ของเล่นและกิจกรรมสำหรับเด็กที่สอดคล้องกับวัยของเด็กโดยเรียกชื่อว่า ชุดอุปกรณ์ (Gifts) และการงานอาชีพ (Occupations)
ชุดอุปกรณ์ หมายถึง อุปกรณ์สำหรับเด็กใช้เล่นเพื่อการเรียน ตามแนวการสอนของครู เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่าง ขนาด สี และมโนทัศน์ที่เกี่ยวกับการวัด นับ การจำแนก และเปรียบเทียบ ชุดอุปกรณ์นี้ประกอบด้วยวัสดุสัมผัสได้จำนวน 10 ชุด
การงานอาชีพ หมายถึง กิจกรรมที่ออกแบบมาใช้ในการพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น ปั้นดิน การตัด ร้อยลูกปัด การทำขนม การพับ เป็นต้น
     เฟรอเบลเปรียบเทียบการสอนเด็กว่าเหมือนกับการเพาะเมล็ดพืชที่ผู้ปลูกต้อง ดูแลให้เม็ดงอกงามขึ้นเป็นต้นแตกกิ่งใบและดอกผลที่สมบรูณ์ เช่นกับการพัฒนาเด็กที่ดีต้องสอดคล้องผสมผสานกลมกลืนไปกับธรรมชาติของเด็ก ให้เด็กได้เรียนรู้จากง่ายไปยาก ตามความสนใจของเด็กโดยครูต้องมีแผนการสอนที่สอดคล้องกับวัย พัฒนาการและความพร้อมของเด็กในการเรียน เปิดโอกาสให้เด็กลงเล่นมือชุดอุปกรณ์อย่างอิสระ รวมถึงครูต้องประเมินพัฒนาการของเด็กโดยการสังเกตจากการทำกิจกรรมประจำวัน ในการจัดการเรียนการสอนนี้ ตารางกิจกรรมประจำวันมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเฟรอเบลเป็นผู้พัฒนาตารางกิจกรรมประจำวันขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาที่ครอบคลุมทั้ง 4 ด้านคือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา แนวคิดตารางกิจกรรมประจำวันนี้จึงได้นำมาใช้ในการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบัน ดังนั้นการนำตารางกิจกรรมประจำวันมาใช้ สิ่งที่ครูต้องคำนึงถึงคือ “การบูรณาการ” ครูอาจผสมผสานกิจกรรมต่างๆเข้ากับการเรียนด้วยการเล่นอย่างมีความสุขนั้นก็ คือ หัวใจการศึกษาปฐมวัย
* " เด็กเปรียบเสมือนกับผ้าขาวสะอาด"(clean slate)
จอห์น ล็อค (John Lock ถือเป็นผู้ก่อตั้งปรัชญาการศึกษาสมัยใหม่ ทั้งนี้เนื่องจากทฤษฎีทางการศึกษาของเขามีรากฐานอยู่บนวิธีการทางวิทยา ศาสตร์ การศึกษาจิตใจ และการเรียนรู้ จอห์น ล็อค มีความเชื่อว่า เด็กเปรียบเสมือนกับผ้าขาวสะอาด (clean slate) เด็กจะเติบโตเป็นบุคคลเช่นใดนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้รับจากพ่อแม่ สังคม การศึกษา และโลกรอบตัว จอห์น ล็อคเป็นนักการศึกษาชาวยุโรปในยุคแรกที่กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก จอห์น ล็อคเชื่อว่า จุดมุ่งหมายของการศึกษาคือการพยายามทำให้มนุษย์เป็นผู้มีเหตุผล กล่าวโดยสรุป บทบาทที่สำคัญของจอห์น ล็อคด้านการศึกษาคือ การจัดการศึกษาโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก การอธิบายเหตุผลแก่เด็กในการเรียนรู้และบทบาทของสิ่งแวดล้อมต่อการพัฒนาเด็ก

บันทึกอนุทิน
วิชาการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา  สุขสำราญ
วันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2557
ครั้งที่ 5 เวลาเรียน 08.30 - 12.20 น.
       เริ่มเข้าสู่บทเรียนอาจารย์เปิดScience Songs(เพลงวิทยาศาสตร์)และจากนั้นให้เพื่อนอ่านบทความ
บทความวันนี้
1.การสอนปรากฏการณ์ธรรมชาติ  จากเหตุการณ์จริงที่เด็กต้องพบเจอ เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเด็ก เด็กสามารถเรียนรู้ได้เด็กได้รู้จักการอนุรักษณ์ธรรมชาติมีการตั้งสมมติฐานการข้อมูล การลองผิดลองถูก  Preeyanuch Chontep
2.วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย วิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเรา ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ส่งผลให้เราสามารถดูแลสุขภาพได้ดีขึ้นและมีความ เข้าใจเกี่ยวกับการโภชนาการ ผลจากการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทำให้เรามีความเป็นอยู่อย่างสะดวกสบาย เช่นเราจะรู้สึกว่าไม่มีความสุขหากอากาศร้อนมากวิทยาศาสตร์ช่วยให้เรามี พัดลมหรือแอร์ เราได้รับความบันเทิงทางเทคโนโลยีเช่นทีวี วิทยุ เป็นต้น Piyada Pongpan

ความลับของแสง
- ถ้ารอบๆตัวเราไม่มีแสงสว่างเราก็จะมองอะไรไม่เห็น แสงสว่างจึงเป็นสิ่งสำคัญกับเรา
แสงเป็นคลื่นชนิดหนึ่งเหมือนกลับคลื่นนำ้ในทะเลแต่จะเป็นคลื่นที่มีความยาวสั้นมาก นอกจากนี้แสงยังเคลื่อนที่ได้เร็วมา 300,000 กิโลเมตร/วินาที เปรียบเท่ากับการวิ่งรอบโลก 7 รอบ
 ในเวลา 1 วินาที
*การทดลอง หากล่องใบใหญ่ที่มีฦาปิดมา 1ใบ เจาะรูข้างกล่อง 1 รู แล้วนำของมาใส่ในกล่อง เช่น ตุ๊กตาและปิดฝากล่อง จากนั้นก็มองเข้าไปดูในรูที่เจาะไว้(จะมือสนิทมองไม่เห็นอะไร) ค่อยๆเปิดฝากล่องออกมองดูของที่อยู่ในกล่องผ่านรูที่เจาะ(จะมองเห็นของที่อยู่ในกล่อง)เจาะรูเพิ่มอีก 1 รูและนำไฟฉายส่องผ่านรูที่เจาะและมองอีกรูที่เหลือเราจะมองเห็นสิ่งของ
*แสงเดินทางเป็นเส้นตรง วัตถุของแสงบนโลกนีมี 3 แบบ
1. วัตถุแบบโปร่งใส แสงจะทะลุผ่านไปได้ แต่บางส่วนเท่านั้น เราจึงมองเห็นสิ่งต่างๆที่อยู่ด้านหลังวัตถุโปร่งแสงได้ไม่ชัดเจน เช่น กระจกฝ่า และพลาสติกขุ่นๆ เป็นต้น
2. วัตถุโปร่งใส จะเป็นวัตุที่แสงผ่านไปได้ทั้งหมดทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆที่อยู่ข้างหลังได้ชัดเจน เช่น กระจกใส และพลาสติกใส
3. วัตถุทึบแสง จะดูดกลืนแสงที่เหลือไว้และจะสะท้อนแสงที่เหลือเข้าสู่ตาเรา เช่น หิน ไม้ เหล็ก
- เครื่องฉายภาพนิ่งเรียกสั้นๆๆกล้องรูเข็ม การส่องไฟจากภาพต้นแสงโดยมองผ่านรูที่เจาะไวจะเห็นภาพตามที่เราตั้งไว้
ภาพที่กลับหัวเหมือภาพต้นแบบก็เพราะแสงเดินทางผ่านเส้นตรงที่เป็นรูเล็กๆอย่างรูกระป๋อง 
- ดวงตาของเราก็มีรูเล็กๆเราเรียกว่ารูรับแสง ภาพที่ผ่านรูรับแสงในตาเราก็จะเป็นภาพกลับหัวเหมือนกัน หลักการนี้เขาจึงนำมาทำกล้องถ่ายรูป สิ่งที่มนุษย์เราเห็นภาพเป็นปกติก็เพราะสมองของเราจะกลับภาพโดยอัตโนมัติ
*การสะท้อนของแสง

 - การทดลอง วางกระเงาไว้บนพื้นและส่องไฟฉายไปที่กระจกเงาเราก็จะเห็นแสงสะท้อนกลับมาตรงๆ จากนั้นเราก็ลองเปลี่ยนการทิศทางใหม่โดยเฉียงๆก็จะเห็นเฉียง เมื่อแสงสะท้อนจากวัตถุจะมุ่งไปทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางแสงที่ส่องมาตลอด 
  - แสงจะสะท้อนกลับไปทิศทางตรงกันข้ามกลับทิศทางที่ฉายแสงลงมาเสมอแล้วที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะลำแสงที่สัมผัสกับพื้นผิวของวัตถุสะท้อนกลับนั้นจะเป็นมุมที่เท่าและคู่กันกับลำแสงที่ส่องลงมาเสมอ
  - หลักของการสะท้อนแสงเราสามารถนำมาประยุกต์เป็นของเล่นได้ตัวอย่างเช่น เราลองใช่กระจกเงาสะท้อนภาพของตุ๊กตาจะเห็นว่ามีเงาเกิดขึ้นแค่1ภาพจากนั้นเราก็นำกระจกเงาอีก1บานมาวางทำมุม 90องศา กลับกระจกเงาบานแรกแล้วนำตุ๊กตาตัวเดิมมาว่างไวลอยต่อของกระจกจะเห็นว่ามีภาพตุ๊กตาเกิดขึ้นอีกเยอะแยะ ต่อไปถ้าเราจะบีบกระจกให้แคบเงาที่สะท้อนก็จะเพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้ามุมมีองศาแคบเท่าไรภาพในกระจกก็จะมากขึ้นเท่านั้น นั้นก็เป็นเพราะกระจกทางสองบานสะท้อนไปมา
  - กล้องคาไลโดสโคป(Kaleidoscope) นำกระจกเงา3บานมาประกบกันให้เป็นกระบอกทรง3เหลี่ยม และก็นำมาส่องกับภาพจะเห็นภาพสะท้อมากมาย เขาใช้หลักการสะท้อนของแสงและมุมประกบของกระจกเมื่อแสงตกกระทบในทรงสามเหลี่ยมมันก็จะสะท้อนไปสะท้อนมาในนั้นจึงทำให้เกิดภาพ
  - กล้องส่องภาพเหนือระดับสายตาหรือกล้องเพอริสโคป( Periscope ) ใช้หลักการสะท้อนของแสงคือแสงกับวัตถุจะผ่านเข้ามาทางช่องบนที่เราเจาะเอาไว้มากระทบบนกระจกเงาแผ่นบนแล้วก็สะท้อนมายังกระจกเงาแผ่นล่างและสะท้อนเข้าสู้สายตาของเราทำให้มองเห็นของที่อยู่สูงกว่าเรามากๆได้ขึ้นอยู่กับลำกล้องว่ายาวมากแค่ไหน
* หลักการหักเหของแสง แสงจะเปลี่ยนทิศทางในการเคลื่อนที่ ตัวอย่างเช่น ลองให้แสงส่องผ่านแท่นแก้วลิสซึมสามเหลี่ยมจะเห็นแสงที่ผ่านแท่นเเก้วหักงอ และถ้าเราลองฉายแสงผ่านตู้กระจก เริ่มแรกลองฉายแสงผ่านไปตรงๆก็จะเห็นแสงพุ้งตรง และถ้าเราฉายแสงแบบเฉียงๆเราก็จะเห็นแสงหักงอ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะแสงเดินทางผ่านวัตถุหรือตัวกลางคนล่ะชนิดกัน
-  การเผ่ากระดาษด้วยแสง ใช้เลนส์นูนรวมแสงให้ไปตกที่กระดาษรับแสง จะเห็นได้ว่าแสงรวมเป็นจุดเดียว และถ้าเราปล่อยให้แสงรวมกันอย่างนี้ จะเห็นว่ามีไฟคิดขึ้นที่ฉากรับแสง เหตุที่เกิดเพราะความร้อนของพระอาทิตย์มีความร้อนและถ้ามารวมตัวกันก็ยิ่งเพิ่มความร้อนให้สูงขึ้น
- การหักเหของแสงจะทำให้เราเห็นวิวและแสงสวยๆ ในตอนหลังฝนตกเราก็จะเห็นรุ้งกินน้ำที่เกิดจากการหักเหของแสง
แสงที่เราเห็นจะประกอบไปด้วย7สี คือ ม่วง น้ำเงิน ฟ้า เขียว เหลือง แสด แดง แม่สีทั้ง7เมื่อรวมกันแล้วก็จะกลายเป็นสีขาวแต่หลังฝนตกใหม่ๆจะมีละอองน้ำในอากาศ เมื่อแสงผ่านละอองน้ำก็จะเกิดความหักเหของแสง และแสงจะแยกตัวจากสีขาวเป็น7สี ที่เราเรียกว่า "แทบสเป็กกราฟ"หรือ "รุ้งกินน้ำ"
*เงา ( Shadows )
เป็นสิ่งที่คู่กับแสงเสมอ เงาของวัตถุจะเกิดขึ้นจากแสงที่เดินเป็นเส้นตรงไปเรื่อยๆเมื่อมีวัตถุมาขว้างทางเดินของแสงไว้พื้นที่ด้านหน้าของวัตถุก็จะถูกกลื้นและเกิดการสะท้อนแสงออกมาแต่พื้นที่ด้านหลังวัตถุแสงส่องไปไม่ถึงเลยไม่มีการสะท้อนของแสงเกิดขึ้นจึงเกิดเป็นพื้นที่สีดำที่เราเรียกว่า "เงา"

การนำไปประยุกต์ใช้
   - การสอนเด็กๆเกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัวที่จะเกิดขึ้น และมีอยู่ใกล้ตัวเด็กเอง
   - เรื่องของแสงเป็นสิ่งที่อยู่บนโลกเราและใกล้ตัวเรามากที่สุด การเกิดแสงนั้นสามารถนำเนื้อหาบางส่วนมาประดิษฐ์สื่อได้
ประเมินตนเอง
    - ได้ความรู้เพิ่มจาการชมVideo เรื่อง ความลับของแสง เพราะเนื้อหาบางส่วนเราก็ยังไม่รู้จักเกี่ยวกับเรื่องแสง แสงมัทั้งโทษและประโยชน์
ประเมินอาจารย์
   - อาจารย์นำความรู้มาเพิ่มเติมให้เราจากการ ฟังเพลง ดูวิดีโอ อ่านบทความ การนำความรู้หลายๆทางมารวมกันเพื่อให้เรามีความรู้ให้มากๆ รู้เยอะดีกว่าไม่รู้อะไรเลย

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทิน
วิชาการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์จินตนา  สุขสำราญ
วันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2557
ครั้งที่ 4 เวลาเรียน 08.30 - 12.20 น.

วิธีการสอน
- การใชัคำถามเพื่อให้นักศึกษามีส่วนรวมแบบระดมความคิด
- การนำเสนอบทความของเพื่อนพูดวัตถุประสงค์ใช้ในแบบวิเคราะห์การคิดพื้นฐาน
บทความวันนี้
  1.สนุกคิดกับของเล่นเด็กปฐมวัย  
ของเล่นนั้น อยู่คู่กับเด็กทุกคน ทั้งของเล่นพื้นบ้านที่เกิดจากภูมิปัญญาไทยสืบทอดมาตั้งแต่โบราณกาล และของเล่นวิทยาศาสตร์ ที่สามารถกระตุ้นและจุดประกายความสนใจในวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กๆ ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายได้ โดยเฉพาะในเรื่องของวิทยาศาสตร์พื้นฐาน Darawan Glomjai
  2.วิทย์คณิตสำหรับเด็กสำคัญอย่างไรกับอนาคตของชาติ
การศึกษาปฐมวัย คือ การวางรากฐานการเรียนรู้ให้กับเด็ก เพื่อพัฒนาศักยภาพในการคิด และการเรียนรู้ตลอดชีวิต สสวท. ได้มีการสร้างกรอบมาตรฐาน และคู่มือกรอบมาตรฐานการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ปฐมวัย โดยนำเสนอตัวอย่างการบูรณาการกิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้  และยังได้มีการจัดอบรมครู และวิทยากรแกนนำ เพื่อนำไปขยายผล ทั้งนี้ มีโรงเรียนทั่วประเทศจำนวนกว่าหนึ่งหมื่นแห่งและครูปฐมวัย jirawan Jannongwa
 3.เมื่อลูกน้อยเรียนรู้วิทยาศาตร์ จากเสียงดนตรีเพื่อบูรณาการวิทยาศาสตร์
เมื่อส่งลูกเข้าเรียนอนุบาล พ่อ-แม่ คาดหวังอะไร พ่อ-แม่ หลายคนอาจต้องกลับไปถามตัวเองใหม่ ปัจจุบันการเรียนรู้ระดับปฐมวัยสิ่งที่สำคัญคือ การสร้าง เจตคติที่ดี ในการเรียนรู้ของเด็ก โดยผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมต่างๆ Umaporn Porkkati
 4.การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เด็กปฐมวัย
 วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์ ตลอดชีวิตของทุกคนต่างก็มีความเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น  การเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญที่จะทำให้คนได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ  Patintida chlamboon
ทักษะวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย
ความหมายของวิทยาศาสตร์ หมายถึง การศึกษาสืบค้นและจัดระบบความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติโดยอาศัยกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ประกอบด้วยวิธีการทักษะกระบวนการและเจตคติทางวิทยาศาสตร์อย่างมีระบบแบบแผนมีขอบเขตโดยอาศัยการสังเกต การทดลองเพื่อค้นหาความเป็นจริงและทำให้ได้มาซึ้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
แนวคิดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์
    1.การเปลี่ยนแปลง
    2.ความแตกต่าง
    3.การปรับตัว
    4.การพึ่งพาอาศัย
    5.ความสมดุล
การศึกษาวิธีการทางวิทยาศาสตร์
    1.ขั้นกำหนดปัญหา
    2.ขั้นตั้งสมมติฐาน
    3.ขั้นรวบรวมข้อมูล
    4.ขั้นลงมือข้อสรุป
เจตคติทางวิทยาศาสตร์(Scientific Attitude) 
เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้น เป็นเสมือนตัวกำกับความคิด การกระทำ การตัดสินใจในการปฏิบัติงานทางวิทยาศาสตร์
ลักษณะของเจตคติทางวิทยาศาสตร์ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1. เจตคติที่เกิดจากการใช้ความรู้
  1. กฎเกณฑ์ ทฤษฎี และหลักการต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์
  2. การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติในเชิงวิทยาศาสตร์ โดยถือผลที่เกิดจากการสังเกต ทดลอง ตามที่เกิดจริง โดยอาศัยข้อมูลองค์ประกอบที่เหมาะสม
2. เจตคติที่เกิดจากความรู้สึก
  1. กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์มุ่งที่ก่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ คุณค่าสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างทฤษฎี
  2. ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะมีมากขึ้นถ้าได้รับการสนับสนุนจากบุคคล
  3. การเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือการทำงานที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีคุณค่า
คุณลักษณะของบุคคลที่มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ สรุปได้ดังนี้
     1. มีเหตุผล
     2. มีความอยากรู้อยากเห็น
     3. มีใจกว้าง
     4. มีความซื่อสัตย์และมีใจเป็นกลาง
     5. มีความเพียรพยายาม
     6. มีความละเอียดรอบคอบ
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
     ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นผลิตผล (Product) ทางวิทยาศาสตร์จากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (The Science Process) ซึ่งเป็นความรู้ที่ถือว่า เป็นความรู้ ทาง วิทยาศาสตร์ จะต้องทดสอบยืนยันได้ว่า ถูกต้องจากการ ทดสอบหลายๆ ครั้ง ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อาจแบ่งเป็น 6 ประเภท
   1. ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่สังเกตได้โดยตรง และจะต้องมีความเป็นจริง สามารถ ทดสอบแล้วได้ผลเหมือนกันทุกครั้ง
   2. ความคิดรวบยอดหรือมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เกิดจากการนำเอาข้อเท็จจริงหลายๆ ส่วนที่เกี่ยวข้อง มาผสมผสานเกิดความรู้ใหม่
   3. ความจริงหลักหรือหลักการ คือ กลุ่มของความคิด รวบยอดที่เป็นความรู้หลักทั่วไป สามารถใช้อ้างอิงได้ คุณสมบัติของหลักการ คือ จะต้องสามารถ นำมาทดลองซ้ำ ได้ผลเหมือนเดิม
   4. กฎ คือ หลักการอย่างหนึ่ง แต่เป็นข้อความที่เน้นความ สัมพันธ์ระหว่างเหตุผล มักแทนความสัมพันธ์ ในรูปสมการ
   5. สมมุติฐาน เป็นคำอธิบายซึ่งเป็นคำตอบล่วงหน้า ก่อนที่จะ ดำเนินการทดลอง เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เป็นจริงในเรื่อง นั้นๆ

   6. ทฤษฎี คือความรู้ที่เป็นหลักการกว้างๆ 
ความสำคัญและประโยชน์ของวิทยาศาสตร์
ความสำคัญของวิทยาศาสตร์
- ตอบสนองความต้องการ
- พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
- เสริมสร้างประสบการณ์
- ฯลฯ
ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์มีประโยชน์ต่อมนุษย์และมีบทบาทสำคัญต่อการ พัฒนาประเทศ ผลของการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวโยงกับความเจริญในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ การสื่อสารคมนาคม การเกษตร การศึกษา การอุตสาหกรรม การเมือง การเศรษฐกิจ ฯลฯ สรุปได้ดังนี้
  • วิทยาศาสตร์ช่วยให้มีความสามารถในสังคม ในสังคมที่มีสิ่งแวดล้อมทางวิทยาศาสตร์ บุคคลที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นผู้มีความสามารถ และมีความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนและสังคม
  • วิทยาศาสตร์ช่วยแนะแนวอาชีพ วิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดอาชีพหลายสาขา และเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต
  • วิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดความเจริญทางร่างกายและจิตใจ การได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อนามัย อาหาร การดำรงชีวิต จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและมีสุขภาพแข็งแรง
  • วิทยาศาสตร์ช่วยให้เป็นผู้บริโภคที่สามารถ หมายถึง การตัดสินใจในการใช้สินค้าหรือบริการต่างๆ โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์
  • วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่สนใจ
  • วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์
  • วิทยาศาสตร์ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวัน การที่เราจะอยู่ได้อย่างทันโลกและทันเหตุการณ์ จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ อยู่เสมอ
 เพราะวิทยาศาสตร์มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณภาพที่ดีแก่ชีวิต

การนำไปประยุกต์ใช้
    การรู้ถึงความหมายของวิทยาศาสตร์ ความสำคัญและประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นแนวทางในการเรียนรู้และการศึกษาต่อไปในอนาคตให้เกิดประโยชน์อย่างสูงยิ่ง
ประเมินตนเอง
    เข้าใจถึงความหมายความสำคัญของวิทยาศาสตร์เพราะเป็นสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเราอยู่ที่เราจะเลือกอะไรมาประยุกต์ใช้ในการให้ได้อย่างเหมาะสม
ประเมินเพื่อน
    เพื่อนตั้งใจเรียนและมีควาามสุขกับการเรียนในรายวิชานี้เพราะอาจารย์จะภามอยูเสมอ
ประเมินอาจารย์
    อาจารย์ต้องการให้พวกเรามีส่วนรวมกับการเรียนจึงใช้คำถามกระตุ้นการเรียนรู้ของพวกเราและก่อนจะหมดคาบอาจารย์จะสรุปเนื้อหาให้เราได้เข้าใจ